ลักษณะของการผลิต (Type of Product)

  1. แยกตามลักษณะของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น 3 ชนิด
    1. การแปรสภาพโดยการแยกออก ( Disintegration) จะมีปัจจัยนำเข้าชนิดเดียว ผ่านกระบวนการแปรสภาพได้ผลผลิตหลายชนิด เช่น การกลั่นน้ำมัน การถลุงแร่ เป็นต้น
    2. การแปรสภาพโดยการรวมตัว ( Integration) จะมีปัจจัยนำเข้าหลายอย่าง โดยผ่านกระบวนการแปรสภาพได้ผลิตผลเพียงชนิดเดียว เช่น การทำแก้ว เป็นต้น
    3. Integrated Industies เป็นลักษณะการผลิตที่ใช้กรรมวิธีการผลิต ข้อ 1.1 และ 1.2 จึงจะทำให้เกิดสินค้าได้ เช่น การผลิตยางรถยนต์
    4. Construction Industies การผลิตแบบนี้จะไม่ผลิตวัตถุดิบเองและไม่ดำเนินการในโรงงาน เช่น การสร้างตึก ถนน สะพาน เป็นต้น
    5. การแปรสภาพโดยการบริการ เป็นลักษณะของกระบวนการผลิต ซึ่งบางครั้งจะไม่แสดงการเปลี่ยนแปลงให้เห็นด้วยตา เช่น การตรวจสุขภาพ การให้คำปรึกษา เป็นต้น บางครั้งการบริการบางชนิด ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งเห็นได้ เช่น การซ่อมรถ การขนส่ง เป็นต้น
  2. แยกตามกรรมวิธีการผลิต แบ่งเป็น 3 ชนิด
    1. การผลิตแบบไม่ต่อเนื่อง (Intermittent Operations) เป็นการผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า จะผลิตในปริมาณที่ไม่มาก แต่สินค้าจะมีลักษณะแตกต่างกันตามคำสั่งซื้อของลูกค้า เช่น การสร้างบ้าน การตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปตามสั่ง
    2. การผลิตแบบต่อเนื่อง (Continuous Operations) เป็นการผลิตสินค้าจำนวนมากเพียงชนิดเดียวหรือน้อยชนิด เครื่องจักรส่วนใหญ่จะมีราคาสูงและจะทำงานเฉพาะตามลำดับขั้นการผลิตที่แน่นอน เช่น การประกอบรถยนต์ การประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์
    3. การผลิตแบบกรรมวิธี (Process Operations) เป็นการผลิตที่จะใช้กรรมวิธีทางเคมี และปริมาณของผลิตผลนั้น จะวัดเป็นหน่วยปริมาตร หรือน้ำหนักแทนที่จะนับเป็นจำนวนชิ้น การผลิตมักจะดำเนินไปตามกรรมวิธีซึ่งได้กำหนดไว้แน่นอน เช่น การผลิตไฟฟ้า การกลั่นน้ำมัน เป็นต้น

เป้าหมายของการผลิต (Objectives of Production)

    1.   เพื่อให้ได้สินค้า & บริการที่มีคุณภาพดีในระดับที่ลูกค้าต้องการ
    2.   เพื่อให้ได้สินค้า & บริการในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า
    3.   เพื่อให้ได้สินค้า & บริการได้ทันเวลาตามความต้องการของลูกค้า
    4.   เพื่อให้ได้สินค้า & บริการให้มีต้นทุนต่ำ

องค์ประกอบพื้นฐานสำคัญของการบริหารการผลิต

    1. การจัดการด้านโรงงาน ( Factory )

    ในการผลิตให้มีประสิทธิภาพต้องคำนึงถึงปัจจัยดังน ี้

    1. ทำเลที่ตั้งโรงงาน ( location ) การเลือกทำเลที่ตั้งโรงงานต้องคำนึงถึง
        • ใกล้แหล่งวัตถุดิบ
        • สามารถหาแรงงานได้ง่ายและค่าจ้างถูก
        • ใกล้แหล่งพลังงานที่เพียงพอต่อการผลิต
        • มีสาธารณูปโภคสมบูรณ์ครบถ้วน
        • หากเป็นเขตสนับสนุนตามนโยบายของรัฐมักจะได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ
        • ต้องคำนึงถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคตถ้าขยายโรงงาน
        • ราคาที่ดินที่เหมาะสม
        • การสนับสนุนการตั้งโรงงานของชุมชน
    2. อาคารและสภาพภายในอาคาร
      • อาคาร (building ) การออกแบบตัวอาคารของโรงงานต้องออกแบบอย่างเหมาะสมกับกิจกรรม โดยต้องคำนึงถึง   ความแข็งแรงของตัวอาคาร
        • รูปร่าง ขนาดของอาคาร
        • จำนวนอาคาร
        • ความทนไฟหรือความร้อน
        • ความสะดวกในการผลิต
      • การจัดสถานที่ภายในอาคาร ( plant layout ) ต้องคำนึงถึง
        • ใช้พื้นที่ภายในให้เกิดประโยชน์สูงสุด
        • ให้มีการเคลื่อนย้ายวัสดุและคนให้น้อยที่สุด
        • ต้องจัดลำดับเครื่องจักรให้เหมาะสม
        • เน้นความปลอดภัยและสะดวกในการทำงา

 

     

Back
Next