บทที่ 1
ประวัติความเป็นมาของกล้องถ่ายภาพ

ประวัติความเป็นมา ของกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว

ประวัติความเป็นมา ของกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว
ที่มาของกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว (Single – Lens Reflex Camera = SLR) ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เริ่มมีการผลิตกล้องถ่ายภาพขึ้นในโลก
เป็นครั้งแรก เช่น กล้อง Obscura (Darkroom) ที่รู้จักกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 แล้ว โดยหลักการของกล้อง Obscura ในระยะแรก ๆ ก็คือ
เมื่อลำแสงจากภายนอก ผ่านช่อง เล็ก ๆ เข้าไปในห้องมืด (ซึ่งอาจจะเป็นห้องใหญ่ หรือภาในกล่องเล็ก ๆ ในเวลาต่อมา) ภาพทิวทัศน์จากภายนอก
จะฉายอยู่บนฝาผนัง หรืออีกด้านหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับรูรับแสง ดังกล่าว หรือโดยการสะท้อนภาพลงบนโต๊ะในห้องมืดเพื่อให้จิตรกรเขียนภาพ
เหล่านั้นอีกทีหนึ่ง ต่อมาไม่นานก็มีผู้คิดนำเอาเลนส์มาใช้เปิดรับแสงแทนการใช้แต่เพียงรูรับแสงเล็ก ๆ ดังแต่ก่อนเท่านั้นจนกระทั่งประมาณราวๆ
ปี ค.ศ. 1500 เศษ ประโยชน์ของกล้อง Obscura ตามความคิดเก่าก็เหลืออยู่เพียงรูปแบบของห้องมืด และจากความคิดดั้งเดิมนั้น ก็มีผู้นำไปสร้าง
เป็นกล่องไม้ที่สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้ หรือแบบเก้าอี้เกี้ยว เต็นท์ หรือโต๊ะ ซึ่งมีกล้อง Obscura ขนาดเล็กบรรจุอยู่ภายใน เป็นต้น
เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งถึงปลายศตวรรษที่ 16 และต้นศตวรรษที่ 17 กล้อง Obscura ได้พัฒนาเป็นกล่องยาวเรียว ด้วยขนาดที่ใช้วางบนโต๊ะได้
ใส่เลนส์ไว้ข้างหน้า และมีกระจกเงาวางเอียง 45 องศา อยู่ด้านหลังสะท้อนภาพขึ้นไปยังฉากด้านบนซึ่งมีฝาปิด – เปิดได้การมองดูภาพที่จด ก็มักมีฮู้ด
(Hood) ป้องแสงจากภายนอก โดยที่จิตรกรจะวางกระดาษบาง ๆ ไว้บนกระจกจอภาพดังกล่าว แล้วเขียนภาพที่ปรากฏ





ต่อมาในราวปี ค.ศ. 1800 เศษ ก็เป็นยุคเริ่มต้นของการบันทึกภาพด้วยกล้องล้วน ๆ กับแผ่นทองเหลือเคลือบสารไวแสง Daguerreotype
ของชาวฝรั่งเศสชื่อ ดาร์แกร์ (Louise Jacques Mande Daguerre) และชาวอังกฤษชื่อ ทอลบอต (William hery Fox Talbot)
0 ผู้ค้นพบการสร้างภาพด้วยเนกาทิฟ และพอซิทิฟ ที่เรียกว่า Calotype หรือ Tallbotype ในปี ค.ศ. 1861 โธมัน ซัตตันแห่งประเทศอังกฤษ
ได้จดทะเบียนสิทะบัตรกล้อง SLR ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมานานว่าเป็นกล้อง SLR แบบแรกโดยซัตตันได้ให้ความหายของกล้อง SLR ว่า
“กระจกซึ่งวางในแนวนอกน ต่ำกว่าระดับตาของ่าน และเมื่อท่านมองลงไป ก็จะเห็นภาพสะท้อน อันประกอบด้วยความคิด และการจัดภาพที่
สมบูรณ์โดยตัวท่านเอง” อันถือได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้น ของประวัติศาสตร์กล้องถ่ายภาพ
ซัตตันได้เสนอความคิดในกล้อง SLR ของตนไปยังผู้ประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพชั้นนำสองคน ซึ่งก็มีการผลิตในเวลาต่อมาด้วยจำนวนจำกัด
เท่านั้นกล้องของซัตตันแตกต่างจากกล้อง Obscura ตรงที่สามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้ ใช้เบลโล (Obscura Below) เพื่อปรับโฟกัสมากกว่า
การเลื่อนเลนส์ที่ติดอยู่กับแผนไม้ด้านหน้าอย่างแต่ก่อน และกระจกสะท้อนภาพทำหน้าที่เป็นชัตเตอร์ไปด้วย ส่วนด้านหลังเป็นฟิล์มเพลทแห้ง
โดยขณะที่ใช้กระจกเงาเพื่อมองภาพด้านบนนั้น กระจกเงาจะบังแสงไม่ให้แสงเล็ดลอดไปถึงฟิล์มได้ ในปี ค.ศ 1727 โยฮัน เฮนริช ชุลตช์
(Johann Heinrich Schulze) ชาวเยอรมันพบสารของชอล์กกับเกลือเงินไนเตรทเมื่อถูกแสงจะทำให้ภาพเป็นสีดำ และปี ค.ศ 1777 คาร์ล
วิลเลี่ยมชีล(Carl William Scheele)นักเคมีชาวสวีเดน พบว่าแสงสีน้ำเงิน และสีม่วงของ Positiveมีผลทำให้เกลือเงินไนเตรท และเกลือเงิน
คลอไรด์เปลี่ยนเป็นสีดำได้มากกว่าสีแดง จนเมื่อ ค.ศ 1826 โจเซฟ เนียพฟอร์ เนียพซ์ ( Joesph Nicephore Niepce) ชาวฝรั่งเศส
ได้ใช้แผ่นดีบุกผสมตะกั่วฉาบด้วยสารไวแสงบีทูเมน ซึ่งมีสีขาว ใส่ในกล้อง ออบสคิวรา ถ่ายภาพทิวทัศน์จากหน้าต่างบ้านเขาเองที่เมืองแกรส
โดยใช้เวลานานถึง8ชั่วโมงเมื่อนำแผ่นดีบุกไปล้างด้วยน้ำมันจากต้นลาเวนเดอร์ทำให้ส่วนที่ถูกแสงที่เป็นส่วนPositiveแข็งตัวส่วนที่ไม่ถูกแสง
จะถูกล้างออกไปหมด เหลือแต่ส่วนที่เป็นสีดำ
เนียพซ์ เรียกกระบวนการถ่ายภาพนี้ว่า เฮลิโอกราฟ (Heliograph) มีความหมายว่า “ภาพที่วาดด้วยดวงอาทิตย์” หลังจากนั้นก็มีการพัฒนา
ในเรื่องของกล้องถ่ายภาพเป็นระยะ จนกระทั่ง แคลวิน แร สมิท แห่งกรุงนิวยอร์กซิต ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรในธุรกิจการผลิต และการค้า
กล้องถ่ายภาพเ้ป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1884 โดยกล้อง SLR ในสมัยนั้นยังคงใช้กระจก และชัตเตอร์ตามแบบของ ซัตตัน ซึ่งมีขนาด
และสัดส่วน รวมทั้งส่วนที่เป็นชัตเตอร์ทั้งหมดประมาณ 2 ? x 2 1/4 นิ้ว (เป็นขนาดเดียวกับกล้อง Pilot ของปี ค.ศ. 1930 เศษ หรือ
กล้อง SLR ขนาด 35 มม. ของ Exa ในเวลาต่อมา) กล้องของ สมิท ออกจำหน่ายในปลายปี ค.ศ. 1884 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับกล้อง Palent
Monocular Duplex ของ E.W.Smith & Co., แห่งนิวยอร์ก ออกจำหน่ายด้วยกล้องที่ให้ภาพขนาด 3 ? x 4 ? นิ้ว ด้วยฟิล์มเพลท
และเลนส์ที่ให้ความเที่ยงตรงสูง จำหน่ายด้วยราคาเพียง 55 เหรียญอเมริกัน ในช่วงปี ค.ศ. 1885 – 1890จะพบเห็นว่าได้มีการอ้างอิง
และกล่าวถึงกล้อง Monocular Duplex ในเอกสารต่าง ๆ ของอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ในสมัยนั้น ส่วนกล้องขนาด 4 x 5 และ
4 ? x 6? นิ้ว ที่ใช้ฟิล์มม้วน (Roll film) โดยบราทอีสท์แมนก็เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ (ปี ค.ศ. 1886)

     

ในปี ค.ศ 1888 ยอร์จ อีสต์แมน ชาวอเมริกันได้ผลิตกล้องแบบมือถือรุ่นแรก เรียกว่า“กล้องบ๊อกซ์โกดัก”
( Kodax Box Cmera) ใช้ฟิล์มเป็นกระดาษ มีลักษณะเป็นม้วนยาวถ่ายภาพได้ 100 ภาพติดต่อกัน
เมื่อต้องการล้างต้องนำไป ที่ล้างทั้งกล้องและในปีเดียวกัน แม็คเค็ลเบน (S.D.Mckellen) ชาวอังกฤษ
ได้จดทะเบียนสิทธิบัตร กล้อง SLR ที่ใช้ กระจกสะท้อนภาพ ทำงานสัมพันธ์ กัสชัตเตอร์ แบบม้วน
(Roller – blind Shutter) อันเป็นต้นกำเนิดของการใช้ชัตเตอร์แบบม่าน (Focal – plan Sutter)
ในเวลาต่อมา โดยกล้อง Dr. hesekiel ที่ใช้ชัตเตอร์แบบเดียวกันนี้ผลิตขึ้นในปี 1895 ผลิตโดย
Dr. Hesekiel แห่งกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ที่ใช้ไม้มะฮอกกานีทำเป็นตัวกล้อง และให้ภาพขนาด
9 x 12 ซม. (3 ? x 4 ? ) แต่ใช้ความเร็วชัตเตอร์เพียงระดับเดียว และเป็นกล้อง SLR ที่ผลิตขึ้นในยุโรป
ระยะแรก ๆ ซึ่งพัฒนามาจากกล้องของอบราฮัม เดิร์ค โลแมน (Abraham Dirk Loman) ที่ได้ลิขสิทธิ์เมื่อ
ปี 1890 โดยที่กล้องของโลแมน (ผลิตในเมืองอัมสเตอร์ดัม) ซึ่งเป็นที่รู้จักจำหน่าย และ ใช้กันมากในประเทศ
อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ในปี 1890 เศษ ในชื่อว่า “กล้องนักสืบ” (“Adelphi” Detective Camera)

ในปี 1890 บริษัท ดับบลิว. วัตสัน และบุตรได้ผลิตกล้อง Vanneck ด้วยซัตเตอร์แบบกลไก ที่ทำงาน
ด้วยกระจกเงากระดกขึ้นลงเหมือนแบบของซัตตัน ด้วยความเร็ว 1/25 – 1/100 วินามี ใช้ฟิล์มเพลท
ขนาด 3 ? x 4 ? นิ้ว นอกจากนี้ยังมีกล้อง SLR อื่น ๆ ที่น่าสนใจของยุโรปที่ผลิตออกจำหน่ายในปี 1890 เศษ
อีกหายแห่ง เช่น ในออสเตรเลีย เยอรมัน อังกฤษ และรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิง กล้อง Mentor Reflex ที่ผลิต
โดยบริษัท Coltz & Breytmann แห่งเมืองเดรสเดนเยอรมัน ในปี 1897 – 1910 ซึ่งเป็นกล้อง SLR แบบพับ
ได้ และใช้ชัตเตอร์แบบม่านผ้า ความเร็ว 1/8–1/300 วินาที ใช้เลนส์ Zeiss Fressar 150 มม. F/4.5
มีแผ่นไดอะแฟรม และที่ปรับโฟกัสที่ตัวเลนส์ ด้วยการพัฒนากล้อง SLR ในอเมริกา ไม่ค่อยได้รับการเอาใจใส่นัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของปี 1890 เศษ ซึ่งเป็นเวลาที่ภาษีในการนำสินค้าเข้าของอเมริกาค่อนข้างสูง
เพื่อการป้องกันสินค้าประเภทอุปกรณ์การถ่ายภาพที่กำลังเฟื่องฟู ในยุโรปขณะนั้น อย่างไรก็ตามตั้งแต่ 1890
จนกระทั่งประมาณปี 1912 บริษัท Reflex Camera Co., ในกรุงนิวยอร์ก (ต่อมาย้ายไปอยู่ในนิวเจอซี ใช้ชื่อว่า
Newark) ได้ก่อตั้งบริษัทผลิตกล้องถ่ายภาพ SLR ในเวลาต่อมา โดยรุ่นแรกๆ มักเป็นกล้องที่มีขนาดใหญ่ เช่น
กล้องขนาด 4 x 5 นิ้ว (ตัวกล้อง 7 x 8 x 17 นิ้ว) ต่อมาก็ผลิตกล้องที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เนื่องจากได้มีการพัฒนา
กล้อง SLR อยู่เสมอ แม้จะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และค่อย ๆ ปรากฏขึ้นด้วยรูปแบบเพียง 2–3 แบบ ที่มีการพัฒนาต่อมา
โดยบริษัทผลิตกล้องในอังกฤษ เยอรมัน และอเมริกา ในช่วงหลังปี 1890 เศษ ซึ่งเป็นช่วงที่กล้อง SLR กำลังเป็นที่
น่าสนใจ และกำลังแพร่หลายนั้น จึงทำให้กล้องที่ผลิตขึ้นมาก่อนปี 1800 ได้กลายเป็นกล้องที่ล้าสมัย ไม่มีอะไรเป็น
พิเศษ และน่าเชื่อถือในคุณภาพอีกต่อไป

ในปี 1898 วิลเลี่ยม โฟลเมอร์ (William Folmer) ได้ร่วมก่อตั้งบริษัท Folmer & Schwing Mfg. Co.,(อเมริกา)
และเริ่มผลิตกล้อง Graflex ซึ่งเป็นกล้อง SLR รุ่นแรก หลังจากที่ได้ผลิตกล้อง Graphic ออกมาหลายรุ่นแล้ว
ดังนั้นชื่อ “Graflex” จึงน่าจะเชื่อถือได้ว่ามาจากคำว่า Graphic Reflex กล้อง Graflex รุ่นแรกที่ใช้ชัตตอร์
แบบม่าน ซึ่งในระยะแรกมีปัญหามาก แต่ต่อมาในราวปี 1903 ก็ได้ ปรับปรุงระบบกลไกของชัตเตอร์ใหม่ทั้งหมด
ทั้งยังผลิตกล้อง Auto Graflex ในขนาดต่าง ๆ ออกมาอีก ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นกล้องของอเมริกาแบบเดียวที่
ยืนหยัดอยู่ได้จนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนกล้องอื่น ๆ ที่ผลิตในต้นศตวรรษที่ 20 นี้ คือ Borsum Reflex
ที่ออกแบบโดย Louis Borsum และผลิตโดยบริษัท Reflex Camera แห่งอเมริกา ใช้ชัตเตอร์ความเร็ว
3 – 1 / 1800 วินาทีใช้ฟิล์มม้วนแบบกลักขนาด 4 x 5 และ 5 x 7 และต่อมาบริษัทเดียวกันนี้ก็ผลิตกล้อง SLR
ขนาดเล็ก (3 ? x 4 ? นิ้ว) ใช้เนส์แบบเสี้ยววงพระจันทร์ แบบติดตายตัว ใช้ชัตเตอร์ความเร็ว 4 ระดับ
คือ 1/10, 1/25, 1/50 และ 1/100 วินาที แต่ก็ไม่สู้จะประสบความสำเร็จนัก (ราวปี 1903) ยังมีกล้อง SLR
อื่นๆที่ผลิตโดยชาวอเมริกัน แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันนัก เช่น Premo Reflecting, hall’s Mirror, Mirograph
และ Supr Reflex ซึ่งเก่าแก่ที่สุดก็เห็นจะเป็น Premograp ( 1905 – 1908) ผลิตโดยบริษัท Rochester
Optical Co., เป็นกล้อง SLR ขนาด 4 x 5 ที่สวยงาม ส่วนเหตุผลที่มิได้ผลิตกล้องรุ่นนี้ออกมาอีก
ก็เชื่อได้ว่าคงเป็นเพราะบริษัท Folmer & Schwing Mfg. ได้ร่วมตัวบริษัท Eastman Kodak (1905)
ร่วมกับบริษัท Rochester Optical (1903)จึงไม่มีนโยบายที่จะผลติหรือปรับปรุงกล้องรุ่นนี้ให้มาเป็นคู่แข่ง
กับกล้องในเครือข่ายของ Graflex ที่มีความสมบูรณ์กว่า

บริษัท Hall Camera Co.,แห่งเมืองบรูคสินิวยอร์ก ได้ผลิตกล้อง SLR ขนาดเล็กแบบพับได้ คือ กล้อง Hall Mirro

Camera (1910 – 1914) ใช้ชัตเตอร์แบบม่านอกมา 5 ขนาด คือ 2 ? x 4 ? , 3 ? x 4 ? , 31/4 x 5 ?, 4 x 5
และ 5x 7 นิ้ว แต่ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็อาจจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญของกล้อง Graflex
ในสมัยนั้นทีเดียว กล้องSuper Reflex จากเมืองชิคาโก ได้ผลิตออกมาในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณปี 1913 โดยบริษัท
ชิคาโก แคเมรา ซึ่งเป็นกล้องขนาด 3 ? x 4 ? นิ้ว ใช้เลนส์ Wollensak f/ 6.3ยกเลิกชัตเตอร์แบบเก่า
(ที่ใช้เป็นกระจกสะท้อนภาพด้วย) มีลักษณะคล้ายคลึงกับกล้อง Exa ของเยอรมันมาก กล้อง Mirograph
(-1912 – 1914)ผลิตโดยบริษัท ไมโรกราฟ แคเมรา แห่งเมืองอินเดียนนา เป็นกล้องที่ออกแบบมาให้ใช้กับฟิล์มม้วน
ให้ภาพขนาด 2 ? x 4 ? และ 3 ? x 5 ? นิ้ว ใช้ ชัตเตอร์ม่านความเร็ว 1/10 – 1/1000 วินาที ด้วยเลนส์ขนาด f/6
ในขณะที่กล้องGraflexกำลังมีชื่อเสียงโด่งดังมากสำหรับกล้องSLRของอเมริกาแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นกล้อง
ชั้นนำ ในอังกฤษและเยอรมัน
แม้ว่าในจำนวน ผู้ผลิตกล้อง SLR ออกมาจำนวนน้อยก็ตามซึ่งกล้องแบบ SLR
โดยทั่วๆ ไปแล้วแม้ว่าจะดูไม่ใหญ่โตนัก
ในสมัยนั้น แต่ก็ดูเหมือนเป็นกล้องขนาดใหญ่ ที่ประกอบด้วยฮู้ดสำหรับให้
ความสะดวกต่อผู้ใช้ในการปรับโฟกัสที่ส่วน
บนปิด–เปิดได้ มีเบลโลวเพื่อใช้ปรับโฟกัสด้วยเลนส์ที่ส่วนหน้า
ของตัวกล้องจึงทำให้ดูเทอะทะและไม่สะดวกต่อการเคลื่อน
ย้าย ดังนั้นต่อมาจึงนิยมผลิตกล้องที่พับได้ออกมามากขึ้น
เช่น กล้อง Kricheldorf ของเยอรมัน ที่ผลิตขึ้นมาให้ใช้กับ
ฟิล์มม้วน โดยเฉพาะอันเป็นต้นกำเนิดของการนำฟิล์ม
ม้วนมาใช้กับกล้องจนทุกวันนี้

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1(ค.ศ1914)เกิดผลให้การผลิตกล้องถ่ายภาพพลอยกระทบกระเทือนไปด้วย ดังจะเห็นได้จาก
จำนวนกล้องถ่ายภาพทั้งในตลาดอังกฤษเยอรมัน และในสหรัฐอเมริกา ลดจำนวนลงอย่างมากจนกระทั่งภายหลัง
สงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่นาน ก็ได้มีการพัฒนาโครงสร้างของกล้องถ่ายภาพแบบ SLR ใหม่ โดยมีแนวโน้มว่าจะ
ลดทั้งขนาดของตัวกล้องและฟิล์มที่ใช้ ทั้งยังได้ปรับปรุงสารไวแสงที่ใช้กับเพลทและฟิล์ม เพื่อให้ได้ภาพที่มีเกรน
ละเอียดขึ้นอีกด้วย
ในปี 1921 กล้อง SLR ขนาดเล็กที่ใช้ง่ายชื่อ Paff ผลิตโดยบริษัท Ihagee แห่งเมือง Dresden ประเทศเยอรมนี ก็ออสู่ตลาดเป็นครั้งแรก ซึ่งมีตัวกล้องที่ทำด้วยไม้ทั้งหมดใช้ความเร็วชัตเตอร์ระดับเดียวมีเลนส์แบบเสี้ยว
วงพระจันทร์ (Meniscus Achromatlen) แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือรุ่น Plan – Paff ใช้ฟิล์มแผ่น (film pack)
ขนาด 4.5 x 6 ซม. และรุ่น Roll – Paff ใช้ฟิล์ม ม้วน (roll – fkilm) ให้ภาพขนาด 6 x 6 ซม. (2 ? x 2 ? นิ้ว)
โดยเดิมเรียกว่า ฟิล์มเบอร์ 117 เป็นที่สังเกตวากล้องที่ผลิตขึ้นในศตรวรรษที่ 20 นี้ก็ไม่จัดว่าเป็นกล้องที่มีประสิทธิภาพ
ที่ให้ความแน่นอนในคุณภาพที่นักนิยมการถ่ายภาพต้องการนักคุณสมบัติต่าง ๆ ดังกล่าว ก็คือ คุณภาพการปรับโฟกัส
การเปลี่ยนระดับความเร็วชัตเตอร์ และอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงคุณภาพของกล้องถ่ายภายในปัจจุบันใน
หลาย ๆ ลักษณะที่เราสามารถจำแนกประเภทด้วยขนาดของฟิล์ม ขนาดกล้อง และอื่น ๆ แล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการ (ที่บางอย่างอาจะแย่ลงก็เป็นได้) กล้องที่ถือได้ว่าเป็นกล้องที่มีขนาดเล็กกะทัดรัดรุ่นแรก ๆ ที่เริ่มผลิตในปี ค.ศ. 1930
เช่น กล้องเยอรมัน ชื่อ Noviflex (1935) ซึ่งเป็นกล้องที่ทำด้วยโลหะทั้งหมด หุ้มด้วยหนังแท้ และวัสดุอื่นๆ มีการเคลือบสีดำตามขอบมุม ส่วนที่เป็นปุ่มปรับควบคุมต่าง ๆ ก็มีการชุบเป็นโลหะที่มันแวววาวแล้ว
นอกจากนี้ยังใช้ชัตเตอร์แบบม่าน (focalplan) ด้วยความเร็ว 1/20 – 1/1000 วินาที และที่ B เลนส์ที่ใช้คือ Schneiders f/3.5 หรือ f/2.9, Meyer Trioplan f/2.8 และ Ludwing Victar f/3.5 ใช้ฟิล์มม้วนเบอร์ 120 จำนวน 12 ภาพ ซึ่งต่อมากล้องรุ่นนี้ก็ได้มีการปรับปรุงในขนาดและรูปร่างอีกในปี ค.ศ. 1936 โดยใช้ชื่อว่า Karmaflex ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า และใช้ฟิล์มขนาด 4 x 4 เซนติเมตร แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับความนิยมในตลาดได้นานนักจึงเลิกผลิตลงในปีเดียวกัน กล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวที่ใช้ฟิล์มขนาด 2 ? x 2 ? นิ้ว ที่นับว่าได้รับคามนิยมเป็นเวลานานตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ Korelle Reflex ของ Kochmann ที่ใช้ชัตเตอร์แบบม่านด้วยความเร็ว 1/25 –1/500 วินาที (ต่อมาปรับปรุงเป็น 1/100
–1/100 วินาที) นอกจากนี้ยังไดรวมเอาคันขึ้นไกชัตเตอร์ กับระบบขับเคลื่อนฟิล์มให้อยู่ด้วยกัน จนกระทั่งภายหลัง
สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1955 ก็ได้ถูกลอกเลียนแบบโดยกล้องญี่ปุ่นชื่อ Reflex 66
ในปี ค.ศ. 1937 เยอรมันได้ผลิตกล้อง “Kine Exakta” รุ่น “Square” ออกมาด้วยการใช้ความเร็วชัตเตอร์ 12–1/100
วินาที เลนส์ถอดเปลี่ยนได้ แต่มีคันขึ้นไกชัตเตอร์รวมระบบขับเคลื่อนฟิล์มอยู่ด้านใต้ของฐานตัวกล้อง ซึ่งกล้องรุ่นนี้ก็เลิก
ผลิตไปในปีี ค.ศ. 1938 สืบต่อจากกล้อง Exakta รุ่นดังกล่าวก็คือ Exakta 66 ของปี ค.ศ. 1954
(66 หมายถึงใช้ฟิล์มขนาด 6 x 6 เซนติเมตร หรือขนาด 2 ? x 2 ? นิ้ว หรือฟิล์มเบอร์ 120) จากรูปทรงที่ค่อนข้าง
จะ เป็นทรงสูงทำให้เด่นดูสะดุดตากว่ากล้องที่ผลิตออกมาในรุ่นก่อน ๆ ใช้เลนส์ Zeiss Tessar 80 มม. F/2.8 ความเร็วชัตเตอร์ 12 – 1/1000 วินาที

กล้อง Hasselblad ที่ผลิตโดยบริษัท Victor hasselblad แห่งประเทศสวีเดน เป็นผู้นำหน้าภายหลังสงครามโลก
ครั้งที่ 2 เมื่อปี ค.ศ. 1948 ที่ใช้ชัตเตอร์ม่านด้วยความเร็ว 1 – 1/1600 วินาที และใช้เลนส์ kodak Ektar สามารถเปลี่ยนแมกกาซีนฝาหลัง เพื่อใช้ฟิล์มแบบอื่น ๆ ได้ด้วย ต่อมาภายหลังก็ผลิตรุ่นอื่น ๆ ออกมาอีก เช่น รุ่น 1000F ใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1 – 1/100 วินาที และรุ่น 500 C (1957) ใช้เลนส์ Zeiss ซึ่งรวมการใช้ชัตเตอร์
แบบกลีบโลหะระหว่างเลนส์ (Synchro – Compur) นับเป็นกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวที่ใช้พิล์มขนาด 2 ? x 2 ? นิ้ว ที่ยังได้รับความนิยมอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้
กล้อง Soligor 66 (1956) เป็นกล้องที่ทนทานของญี่ปุ่น ที่ใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/25 – 1/500 วินาที (เปลี่ยนชื่อเป็น kalimar Reflex ในปี ค.ศ. 1964) ต่อมาได้ปรับปรุงให้มีความเร็ว ชัตเตอร์เป็น 1/5 – 1/500 วินาทีด้วย praktisix เป็นกล้องของเยอรมันนีตะวันออก (1962) ที่เข้าสู่ตลาดด้วยเลนส์แบบอัตโนมัติ ใช้คามเร็วชัตเตอร์ 1 – 1 / 100 วินาที ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Pentacon Six ใช้ฟิล์มเบอร์ 120/220 ใช้การปรับโฟกัสที่จอภาพด้วยปริซึมเล็ก ๆ กล้องขนาด 2 ? x 2 ? นิ้ว ของเยอรมันที่น่าสนใจอีกสองรุ่นก็คือ corfield 66 และ kilfitt โดย Corfield 66 เป็นกล้องที่ทนทานมาก และมีน้ำหนักถึง 3 ปอนด์ 5 ออนช์ ใช้ชัตเตอร์แบบม่าน ด้วยความเร็ว 1/ 10 – 1/500 วินาที กล้องทั้งสองรุ่นผู้ใช้สามารถเปลี่ยนฝาหลังได้ (Kilfitt ใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่มีความยาวโฟกัส ในขนาด 50 มม. ถึง 500 มม. ได้อีกด้วย)
กล้องที่ใช้ฟิล์มเบอร์ 127 (2 ? x 1 5/8 นิ้ว) เป็นรุ่นแรก (1933) โดยบริษัท Ihagee ได้ผลิตออกมา 4 รุ่น คือ “Vest Pocket Exakta” อันดับแรก ภายหลังก็ผลิตรุ่น B ที่ใช้ความเร็วชัตเตอร์ 12 – 1 /100 วินาที รุ่น A เหมือนรุ่น B และเปลี่ยนเลนส์กันได้ แต่รุ่น A ใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้เพียง 1/25 – 1- 100 วินาที รุ่น C (1937) มีลักษณะทั่วไปเหมือนรุ่น A แต่รุ่น C มิให้เปลี่ยนเครื่องปรับขนาดฟิล์ม (plate – back adapter) แต่เมื่อเปลี่ยนแล้วการปรับความชัดที่จอภาพจะมีปัญหาอันเนือ่งมาจากระยะที่เปลี่ยนไป Exakta Junior (1936) เป็นรุ่นประหยัด เพราะเป็นรุ่นที่เปลี่ยนเลนส์ไม่ได้กับกล้องรุ่นอื่น ๆ ความเร็วชัตเตอร์ 1/25 – 1/100 วินาที อย่างไรก็ตาม ในกล้องขนาดนี้ทั้ง 4 รุ่น ก็มิได้ผลิตออกมาอีกจากปี ค.ศ. 1945 เป็นต้นมา
กล้องที่มีขนาดเล็กกะทัดรัดที่ใช้ฟิล์มเบอร์ 127 ชื่อ Karma – flex ผลิตโดย Karl Arnold เมือง Merienberg ประเทศเยอรมนี มีชัตเตอร์ให้เลือกใช้เพียงบางความเร็วเท่านั้น คือ 1/25, 1/50 และ 1/100 วินาที และที่ T เลนส์ Vider หรือ Regulyt 6 เซนติเมตร f/4.5 นับเป็นกล้องที่ไม่ค่อยเป็นที่รักจักกัน มากนัก ซึ่งผลิตออกจำหน่ายในสั้น ๆ ในกลางปี ค.ศ. 1930 เศษ ๆ เท่านั้น

ในปี ค.ศ. 1960 กล้องของญี่ปุ่นชื่อ Komaflex – S ก็เข้าสู่ตลาดสากลด้วยการใช้ฟิล์มขนาด 4 x 4 ซม. ใช้เลนส์แบบติดแน่น ถอดเปลี่ยนไม่ได้ชื่อ Prominar f/2.8 และใช้ชัตเตอร์แบบกลีบโลหะ (Seikosha - SLV) ด้วยความเร็ว 1 / 1/500 วินาที แต่ก็ยังใช้คันขึ้นไกชัตเตอร์ แยกส่วนกับระบบขับเคลื่อนฟิล์ม ซึ่งก็มิได้เป็นจุดด้อยหรือจุดเด่นอะไรในสมัยนั้น กับกล้องที่มีราคาค่อนข้างถูก (79.95 ดอลลาร์)
การพัฒนากล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวในตลาดการแข่งขัน ได้พยายามปรับปรุงรูปพรรณสัณฐานกันเป็นส่วนใหญ่ สำหรับกล้องที่ใช้ฟิล์มขนาด 35 มม. นั้น ขอยกตัวอย่างเอาแต่เฉพาะกล้องที่ประดิษฐ์คุณลักษณะที่เป็นสิ่งใหม่ ๆ หรือเป็นผู้นำเทคนิคใหม่ ๆ เป็นครั้งแรก ส่วนกล้องที่มีคุณภาพดี ๆ บางยี่ห้อและบางรุ่นที่ไม่ได้กล่าวถึง ณ ที่นี้ ผู้เขียนจะพยายามนำมาเสนอในโอกาสต่อไป
กล้องที่ถือว่าเป็นกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวขนาด 35 มม. กล้องแรกคือกล้องที่ผลิตโดย Ihagee ชื่อ Kine Exakta (1936) ชื่อ “Kine” หมายถึง การใช้ฟิล์มภาพยนตร์ขนาด 35 มม. (นับจากขอบที่มีรูหนามเตย) กล้องรุ่นนี้ระดับความเร็วชัตเตอร์
12–1/1000 วินาที นับเป็นกล้องชนิดแรกที่ได้นำใบมีดสำหรับตัดฟิล์มเอาไว้ในตัวกล้องด้วย (เหมือนกันจนถึงรุ่น VX II a) ใช้คันขึ้นไกชัตเตอร์ร่วมกับการเลื่อนฟิล์ม สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ด้วยการใช้การใส่เลนส์แบบเขี้ยว หรือเรียกว่า แบบสลักยึด (Bayonet Mount) ต่อมาชื่อ “Kine” ที่นำหน้าก็ได้ยกเลิกไปในปี ค.ศ.1950
Kine Exakta เป็นกล้อง SLR ชนิดเดียวที่เหลืออยู่ในตลาดการแข่งขัน จนกระทั่งกล้อง Praktiflex (1940) ซึ่งเป็นกล้องอยู่ในตระกูลเดียวกับ Praktica FX และ FX-3 ซึ่งเป็นกล้องที่เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ใช้การมองภาพระดับเอว ด้วยความเร็วชัตเตอร์ 1/20 – 1/500 วินาที

กล้อง SLR สองรุ่นที่ถือกันว่ามีคุณภาพคุ้มกับราคาในสมัยนั้นก็คือ กล้อง Contax – S และ ALPA Reflex (1947) โดยที่กล้อง Contax – S ซึ่งผลิตในเยอรมนีตะวันออก ด้วยการออกแบบโดยบริษัท Zeiss ikon และได้พัฒนามาก่อนสงคราม แต่การผลิตก็มิได้เริ่มขึ้น จนกระทั่งบริษัท Zeiss ikon แยกตัวมาจากเมือง Dresden
Contax – S นับเป็นกล้อง SLR รุ่นแรกที่ใช้ปริซึมห้าเหลี่ยม (Pentaprism) ที่เป็นต้นแบบของกล้องชนิดนี้ในเวลาต่อมาแต่จากการตัดสินใจของศาลเมื่อปี ค.ศ.1966 อนุญาตให้โรงงานฝ่ายตะวันตก (Zeiss Oberkochen) ได้สิทธิในการใช้ชื่อกล้อง Contax และผลิตเลนส์ชื่อ Carl Zess T* ดังนั้นโรงงานที่อยู่ฝ่ายตะวันออกจึงเปลี่ยนชื่อกล้องที่ตนผลิตเป็น Pentacon (ภายหลังก็ยังเปลี่ยนชื่อเป็นอย่างอื่นอีก) กล้อง ALPA Reflex เป็นกล้อง SLR รุ่นแรกของ ALPA ที่ผลิตในประเทศสวิสโดย Jacques Bolsey แห่งบริษัท Pignons S.A. เมือง Ballaigues เป็นกล้องที่ใช้หัวปริซึมเช่น เดียวกับกล้อง Rectaflex (1955) ซึ่งผลิตโดยบริษัท Polaroid Inc. แห่งเมือง Cambridge มลรัฐ Massachusette ประเทศสหรับอเมริกา กล้อง Rectaflex นับว่าเป็นกล้องที่แปลกประหลาดกว่ากล้อง SLR อื่น ๆ ในขณะนั้น คือ ตัวกล้องมีแป้นหมุนที่ประกอบด้วยเลนส์สามชนิดรวมอยู่ในแป้นเดียวกัน ผู้ใช้หมุนเปลี่ยนเลือกใช้ได้โดยมิต้องแยกออกเป็นส่วน ๆ เหมือนดังปัจจุบัน ซึ่งการเปลี่ยนเลนส์วิธีนี้ก็มีใช้อยู่ในกล้องถ่ายภาพยนตร์หลายยี่ห้อที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในเวลานั้น
ในราวปี ค.ศ.1950 กล้อง Ucflex ที่ผลิตโดย Elop G.M.B.H. แห่งเยอรมนีตะวันตก มีสิ่งที่น่าสนใจก็คือมีการใช้ระบบสวิตช์อัตโนมัติในการมองภาพโดยตรงเพื่อแก้อุปสรรคที่จอภาพมืด (Mirror black out) ขณะที่มีการบันทึกภาพได้เป็นครั้งแรก กล้อง Contaflex 1 (1953) ของเยอรมนีตะวันตก
เป็นกล้องขนาดเล็กเหมาะมือ ที่ใช้เลนส์แบบติดตายตัวและเป็นแบบชัตเตอร์อยู่ระหว่างเลนส์ ซึ่งใช้ได้กับไฟ แฟลชบัลบ์หรือไฟแฟลชชนิดอื่น ๆ ได้ทุกความเร็วชัตเตอร์และเป็นกล้องแบบแรกที่ถือกันว่ามีความทนทาน
เป็นเยี่ยมในขณะนั้น ในปี ค.ศ. 1954 เยอรมนีตะวันตกได้ผลิต Mecalfex ซึ่งใช้ชัตเตอร์หลังเลนส์ (prontor - Reflex) ด้วยความเร็วชัตเตอร์ 1 – 1/300 วินาที นอกจากนี้ ในขณะที่กล้อง SLR แบบอื่น ๆ ใช้วิธีการใส่เลนส์แบบเปลี่ยนเฉพาะส่วนหน้า (Front Component) เช่น กล้อง Contaflex และ Retina Reflex กล้อง Mecaflex เป็นกล้องแบบแรกที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ออกได้ทั้งชุดเป็นครั้งแรก และใช้การเปิดรูรับแสงแบบเปิดกว้าง
เต็มที่ (Fully automatic diaphragm) เป็นครั้งแรก ในขณะที่กล้องอื่น ยังทำไม่ได้ ต่อมากล้องมามิยา ได้นำวิธีการนี้ไปใช้ในการผลิตเลนส์ของตน กล้อง Mecaflex เป็นกล้อง SLR ที่มีลักษณะรูปร่างภายนอกที่แปลกออกไป
จากกล้องถ่ายภาพอื่น ๆ ก็คือ ตัวกล้องทำเป็นฝา ปิด – เปิด ได้คล้ายกับกล้อง National Graflex ในปี 1932 และกล้องอื่น ๆ อีกหลายแบบในอดีตที่ใช้วิธีเดียวกันนี้ ดังนั้นเมื่อเปิดฝาออกเพื่อใช้งาน จึงดูเกะกะ เกินความจำเป็น อย่างไรก็ตาม
กล้องรุ่นนี้ก็มิได้มีการสั่งเข้าไปจำหน่ายในประเทศภาคพื้นยุโรป และอเมริกา หรือเป็นเพราะขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดี จึงทำให้ไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายนักในปีเดียวกันนี้ (1954) ญี่ปุ่นได้ผลิต Asahiflex II B (รุ่นแรก คือ
Asahiflex – 1 เป็นรุ่นที่ถอดแบบมาจากกล้อง Praktiflex ของเยอรมัน ซึ่งผลิตออกมาในปี 1952 ซึ่งนับเป็นกล้อง SLR ที่ผลิตเป็นครั้งแรกของญี่ปุ่นในเวลานั้น) กล้อง Asahiflex II B เป็นกล้องที่มีชื่อเสียงมาก เมื่อสามารถใช้ระบบ “กระจกสะท้อนแสงภาพคืนกลับทันที” (Instant – return mirror) ช่วยแก้ปัญหาจอภาพมืด ภายหลังจากลั่นไก
ชัตเตอร์ อันเนื่องมาจากการที่กระจกสะท้อนภาพขึ้นไปปิดค้างที่จอภาพได้สำเร็จเป็นครั้งแรก จึงนับว่าเป็นกล้องรุ่น
ที่บุกเบิกวิธีการใหม่นี้ให้กับวงการผลิตกล้องถ่ายภาพในทุกยี่ห้อ/ทุกรุ่น ต่อ ๆ มาอย่างแพร่หลาย ต่อมาได้มีการนำ
เอาเกลียวแบบที่ใส่เลนส์แบบใหม่ อันถือได้ว่าเป็นแบบเกลียวที่ใช้เป็นมาตรฐานสืบต่อมา ตั้งแต่กล้อง Pentax (1957)
เรียกว่า Asahi – Pentax Thread mount

ในปี ค.ศ. 1957 เป็นเวลาที่กล้อง SLR นิยมใช้การมองภาพในระดับตกกันมากขึ้น ดังนั้น นิคอนก็ได้ผลิต
Nikon F ที่เป็นกล้อง SLR รุ่นแรกออกมา ให้สามารถเปลี่ยนหัวปริซึม และช่องมองภาพ กระจกจอภาพ ทั้งยังติดเครื่องช่วยขับเคลื่อนฟิล์มอัตโนมัติได้อีกด้วย ซึ่งนับได้ว่าเป็นกล้องที่ได้รับความนิยมอย่างสูง จากบรรดามืออาชีพในขณะนั้น และทำให้นิคอน มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ยังมีกล้องอีกสามยี่ห้อที่น่าจะกล่าวถึงก็คือ กล้อง Voigtlander Bessamatic, Olympus Pen – F (1963) และ Konica Auto S Reflex ซึ่งกล้องที่เด่นมากที่สุดก็คือ Voigtlander Bessamatic เพราะเป็นกล้องรุ่นที่สามารถเปลี่ยนใส่เลนซ์ซูม Voigtlander – Zoomar 36-82 มม. ซึ่งถือได้ว่าเป็นเลนซ์ซูมที่ได้มาตรฐานเป็นครั้งแรก (สำหรับกล้อง SLR) กล้อง Olympus Pen – F เป็นกล้องที่ใช้ถ่ายครึ่งกรอบภาพ (half – frame) ในกล้อง SLR กล้องโคนิก้า Auto S Reflx (ในญี่ปุ่นใช้ชื่อ Autorex) ที่ผลิตในปี ค.ศ.1966 เป็นกล้องที่มีให้ผู้ใช้เลือกถ่ายได้ทั้งแบบเต็มกรอบภาพ และครึ่งกรอบภาพ ในกล้องเดียวกันเป็นครั้งแรก (แต่ในกล้องแบบ 35 มม. โดย Simplex ได้ใช้วิธีนี้มาก่อนเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1914)
ในปี ค.ศ.1963 กล้อง Conlaflex Super 35 ใช้การบันทึกภาพด้วยระบบอัตโนมัติ (Auto – exposure) เป็นครั้งแรก โดยผู้ใช้ตั้งความเร็วชัตเตอร์เอง ส่วนกล้องจะปรับขนาดรูรับแสงให้โดยอาศัยเครื่องวัดแสง
ในตัวกล้อง ซึ่งในปีเดียวกันนี้ Topcon Super – D (1963) ใช้วิธีการวัดแสงผ่านเลนส์ด้วยเชลล์แคดเมียมซัลไฟด์ (CdS)เป็นครั้งแรกในขณะที่กล้องอื่นๆยังใช้เซลล์เซลเนียมแบบวัดแสงไม่ผ่านเลนส์และแบบแยกส่วนกันอยู่ในเวลา
นั้น จึงทำให้ยุคของเครื่องวัดแสงที่ใช้เซลล์เซเลเนี่ยมค่อย ๆ หมดไป และต่อมาในปี ค.ศ.1965 กล้อง Pentax Spotmatic ก็นำระบบวัดแสงผ่านเลนส์แบบวัดเฉพาะจุดมาใช้เป็นครั้งแรก
ในหลายปีต่อมาหลังจากได้มีการผลิตกล้อง SLR ออกจำหน่ายในตลาดกันหลายยี่ห้อ/รุ่น ซึ่งมีลักษณะคล้าย ๆ กัน โดยพยายามแข่งขันกันในด้านการอำนวยความสะดวกในการใช้ รูปร่าง และตำแหน่งการควบคุมต่าง ๆ รวมทั้งได้มีการผลิตเลนส์ และอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ สำหรับใช้ร่วมกับกล้องแบบนี้แล้ว ต่อมาในปี ค.ศ.1972 การผลิตกล้องถ่ายภาพ ก็มีแนวโน้มว่าจะนำเอาระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับกล้องถ่ายภาพมากขึ้น เพื่อนอกจากจะเป็นการแข่งขันในด้านกล้องที่มีน้ำหนักเบาแล้วยังได้มีการพัฒนาทางด้านระบบอัตโนมัติมากขึ้นด้วย เริ่มด้วยกล้องเพนแทคซ์ รุ่น Electro Spotmatic ซึ่งนำระบบปรับความเร็วชัตเตอร์โดยอัตโนมัติ (Aperture Priority) มาใช้เป็นครั้งแรก ส่วนกล้องที่ถือกันว่าเป็นผู้นำทางด้านกล้องขนาดเล็ก และมีน้ำหนักเบาได้แก่ กล้อง Olympus
รุ่น OM-1 (1972) โดยมีน้ำหนักเพียง 660 กรัม ซึ่งภายหลังก็ได้มีการผลิตกล้องที่มีน้ำหนักเบา
อีกหลายยี่ห้อ เช่น Nikon รุ่น FM มีน้ำหนัก 590 กรัม (ไม่รวมเลนส์) ซึ่งผลิตในปี ค.ศ.1977 เพนแทคซ์ รุ่น ME
(1976) มีน้ำหนัก 460 กรัม (เฉพาะตัวกล้อง) ซึ่งเป็นกล้องแบบแรกที่ใช้เซลล์แกลเลี่ยม อาร์เซนไนซ์ (Gallium arsemic) ในเครื่องวัดแสงประจำกล้อง แคนนอน รุ่น AE-1 (1976) มีน้ำหนัก 590 กรัม ภายหลังก็ยังมีรุ่น AV-1 (1979) มีน้ำหนักเบากว่า คือ หนัก 490 กรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักเบามากแล้วในขณะนั้น แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการนำวัสดุสังเคราะห์มาใช้
เป็นส่วนประกอบ และใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าระบบกลไกจึงทำให้กล้องถ่ายภาพในยุคหลังๆ นี้ยิ่งมีน้ำหนักเบากว่า
ในอดีต ซึ่งกลายเป็นเรื่องไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญมากนัก

ในปี ค.ศ.1976 ได้มีการแข่งขันในด้านการผลิตฟิล์มที่มีความไวแสงสูง เช่น ISO 1600 และภายหลังจากที่มีการผลิต
ไฟฟ้า แฟลชอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตนโนมัติเมื่อปี ค.ศ.1965 เป็นครั้งแรกโดย Honesywell’s Auto Strobonar แล้วนั้น แคนนอนก็ผลิต Canon AE-1 ซึ่งเป็นกล้องรุ่นแรกที่ผลิตด้วยการใช้เครื่องจักมากกว่ามือมนุษย์เป็นครั้งแรก และที่แปลกว่า
กล้องแบบอื่น ๆ ก็คือ ใช้ระบบปรับรูรับแสงสว่างร่วมกับไฟแฟลชโดยอัตโนมัติเป็นครั้งแรกจนทำให้เป็นกล้องที่มีราคาต่ำ
คุณภาพดี และครองตลาดอยู่ได้นานหลายปี
ในปี ค.ศ.1978 เป็นการเริ่มต้นของการนำระบบการปรับความชัดโดยอัตโนมัติมาใช้กับกล้อง 35 มม. พร้อมกับการใช้ฟิล์ม DX ที่สามารถตั้ง ISO ของฟิล์มด้วยตัวกล้องเอง เป็นครั้งแรก แต่วิธีการนี้ก็ยังมิได้นำมาใช้กับกล้อง SLR แต่อย่างใด ในปีนี้เองที่ความโต้แย้งกันระหว่าง ระบบอัตโนมัติสองระบบ คือ ระหว่างระบบปรับความเร็วชัตเตอร์โดยอัตโนมัติ และระบบปรับรูรับแสงโดยอัตโนมัติ สิ้นสุดลงด้วยการรวมเอาทั้งสองระบบเข้าไว้ในกล้อง SLR ตัวเดียวกันด้วยกล้องมินอลต้า รุ่น XD –11 และต่อมาก็ถูกแซงหน้าโดยกล้องแคนนอน รุ่น A – 1 (1978) ที่เพิ่มระบบโปรแกรมการบันทึกภาพ (Program AE Mode) เข้าไว้ด้วยเป็นครั้งแรก
ในปี ค.ศ.1981 เป็นปีเริ่มต้นของการนำระบบการปรับโฟกัสอัตโนมัติมาใช้กับกล้อง SLR เป็นครั้งแรก โดยกล้องเพนแทคซ์ รุ่น ME – F (ใช้ระบบมอเตอร์หมุนที่ตัวเลนส์) และก็ติดตามมาด้วย โอลิมปัส รุ่น OM-30 (1982) แคนนอน รุ่น AL-1 (1982) และนิคอน รุ่น F-3 AF (1983)
ในปี ค.ศ. 1982 กล้องมินอลต้าประสบความสำเร็จอย่างมากที่ผลิตกล้องมินอลต้า รุ่น X –700 ออกจำหน่าย และได้รับรางวัลในฐานะเป็นกล้องยอดเยี่ยมแห่งปีในยุโรปเป็นครั้งแรกของโลก จนทำให้กล้อง SLR ของมินอลต้าขายดีเป็นอย่างมาก จนสามารถคิดค้นกล้องมินอลต้า รุ่น Maxxum –700 (1985) ที่ถือได้ว่าเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีแนวล้ำยุค โดยการใช้ระบบปรับโฟกัสที่สมบูรณ์แบบ กับกล้องที่มีระบบมอเตอร์โฟกัสอัตโนมัติที่สมบูรณ์แบบ กับกล้องที่มีระบบมอเตอร์ไดรฟ์ในตัวเอง ทั้งยังมีจอภาพบอกสัญญาณต่าง ๆ แยกส่วนจากจอภาพบนตัวกล้องเป็นครั้งแรกอีกด้วย ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าว จึงเป็นเหมือนการเปิดประตูไปสู่ก้าวใหม่ของวงการผลิตกล้องถ่ายภาพแบบ SLR จนทำให้กล้องแบบนี้ในรุ่นก่อน ๆ กลายเป็นเสมือนกล้องล้าสมัยโดยสิ้นเชิง เพราะกล้องที่ผลิตออกมาในรุ่นหลัง ๆ นี้ก็มีแนวโน้มว่า จะใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ดังกล่าวมากขึ้น เช่น กล้องแคนนอน รุ่น T-80 (1985) (แคนนอน รุ่น T – 50,70 ปี 1983เป็นรุ่นที่ผลิตออกมา
ก่อนด้วยระบบมอเตอร์ไดรฟ์ในตัว) ส่วนนิคอนก็ไม่ยอมน้อยหน้า จึงผลิตรุ่น N – 2000 หรือ ใช้ชื่อ F – 301 (1985) สำหรับกล้องที่จำหน่ายในแถบเอเชีย ด้วยกล้องที่ใช้ระบบคล้าย ๆ กัน เช่น สามารถใช้ระบบควบคุม
การถ่ายภาพจากระยะไกลได้ มีระบบปรับโฟกัสอัตโนมัติ และมีมอเตอร์ไดรฟ์ในตัวนอกเหนือจากระบบอัตโนมัติ
อื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน
ในปี ค.ศ.1986-1987 เป็นปีแห่งการแข่งขันกันในการใช้ระบบปรับความชัดอัตโนมัติแบบต่าง ๆ เช่น แบบปรับต่อเนื่อง ปรับแบบล็อค ปรับแบบแสงอินฟาเรด และปรับแบบคอนทราส (อ่านเรื่องการปรับโฟกัสอัตโนมัติ) และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการติดตั้งไฟแฟลชอิเล็กทรอนกิส์ ให้รวมอยู่ในตัวกล้อง (กล้องขนาดเล็ก แบบอื่น ๆ ทำมาก่อน) เริ่มด้วยกล้องโอลิมปัส รุ่น OM – 707 หรือ OM – 77 AF (1986) ในยุโรป ทั้งยังเป็นกล้องแบบแรก
ที่ใช้ร่วมกับไฟแฟลชที่ออกแบบเป็นพิเศษ ให้ถ่ายภาพสัมพันธ์กับไฟแฟลชด้วยความเร็วชัตเตอร์สูงถึง 1/2000 วินาที ส่วนกล้องที่ผลิตออกมาในรุ่นเดียวกันนี้ ก็คือ ยาชิก้า รุ่น 230 AF (ในญี่ปุ่นใช้ชื่อว่า Kyocera 230 AF) ใช้ไฟแฟลชเล็ก ๆ แบบแยกส่วนติดบนส่วนหัวปริซึม แต่ของเพนแทคซ์ รุ่น SFX (อเมริกาใช้ชื่อ SF – 1) ใช้แบบเปิดฝาที่หัวปริซึม ในปี ค.ศ. 1988 -1989 ขณะที่กล้องหลาย ๆ ยี่ห้อได้พยายามแข่งขันกันผลิตกล้องที่
อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้ผู้ใช้มากขึ้น นับตั้งแต่ระบบปรับโฟกัส อัตโนมัติ เลื่อนฟิล์ม กรอฟิล์มย้อนกลับเอง
วัดแสงเฉพาะจุดและอื่นๆในกล้องตัวเดียวกันโดยไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์แยกส่วนมาประกอบภายหลังให้ยุ่งยากเหมือน
ก่อนแล้ ความพยายามที่จะเป็นผู้นำหน้าในการใช้ชัตเตอร์ความเร็วสูงก็กลับมาอีกด้วยการนำของกล้องนิคอน
รุ่น F – 801 (1988) ที่ใช้ความเร็วชัดเตอร์สูงถึง 1/8,000 วินาที ซึ่งนะระยะเดียวกันนี้เอง มินอลต้าก็ทำให้
วงการกล้องถ่ายภาพต้นตะลึงถึงการใช้ “ไฮเทค” ด้วยแผ่นโปรแกรมการ์ดเทคนิคพิเศษกับระบบคอมพิวเตอร์
ขนาดจิ๋วในกล้อง เพื่อช่วยควบคุมการทำงานและความแม่นยำในการใช้มากขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยมินอลต้า รุ่น DYNAX – 7000 i (1988) ดังนั้นเห็นทีว่าหนังสือที่ท่านกำลังอ่านอยู่ในขณะนี้คงจะให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่ทันสมัยอยู่เสมอไม่ได้แน่ตราเท่าที่ความเจริญทางเทคโนโลยียังคงก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง















 
     
การถ่ายภาพในเมืองไทย
สำหรับประเทศไทยมีหนังสือเก่าชื่อว่า สยามประเภทฉบับลงวันที่ 11 เมษายน พ.ศ 2444 กล่าวว่าเรามีช่างถ่ายภาพ
ครั้งแรกในสมัยราชกาลที่ 3 ก.ศ.ร. กุหราบ เจ้าของหนังสือได้เขียนเล่าในหนังสือว่า ช่างที่ถ่ายรูปคนแรกในสมัย
รัชกาลที่ 3 นั้นคือ ท่านสังฆราชฝรั่งเศสชื่อ ปาเลอกัว และคนไทยที่เป็นช่างถ่ายภาพคนแรก คือ พระยากระสาปน์
กิจโกศล(นายโหมด)ในปัจจุบันเชื่อกันว่าสังฆราชปาเลอกัวเป็นช่างคนแรกและเป็นอาจารย์ของพระยากระสาปน์กิจโกศล
(นายโหมด) และนายโหมดมีชื่อเสียงในการถ่ายภาพเป้นที่ยอมรับกันโดยทั่งไป เช่น ในบทพระราชนิพนธ์
เรื่อง “เรื่องการถ่ายรูปเมืองไทย” ของราชกาลที่ 5 จากหนังสือกุมารวิทยา ในหนังสือสยามประเภท
เมื่อพูดถึงสังฆราชปาเลอกัวก็จะพูดถึงนายโหมดทุกครั้ง การถ่ายภาพในเมืองไทยได้พัฒนาอย่างมากในรัชกาลที่ 5
ทราบได้จากการเปิดร้านถ่ายภาพกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น จากแต่ก่อนคนที่จะถ่ายภาพจะต้องเป็นคนชั้นสูงเท่านั้น
สิ่งสำคัญที่ทำให้การถ่ายภาพในเมืองไทยพัฒนาเป็นผลมาจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ทรงสนพระทัยในการถ่ายภาพเป็นอันมาก ทรงจัดมีการอวดรูปภาพ และประชันภาพขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2450 รัชกาลที่ 5
เสด็จประภาพยุโรป ครั้งที่ 2 ทรงมีกล้องถ่ายรูปคู่พระหัตถ์ คือ “กล้องโกแด็กอย่างโปสตก๊าด” ถ่ายโดยใช้ฟิล์มจึงอนุมาน
ได้ว่า ฟิล์มเซลลูลอยด์นั้น ได้เข้ามาเมืองไทยประมาณ พ.ศ. 2448